วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทรงผมและเครื่องแบบนักเรียนชาย มัธยมศึกษาตอนต้น

ทรงผมและเครื่องแบบนักเรียนชาย มัธยมศึกษาตอนต้น
  •       ทรงผมของนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ให้ปฏิบัติตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการบันทึกข้อความที่ ศธ. ๐๒๐๙/๑๘๐ ลงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๖ คือให้ไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ หากไว้ผมยาวด้านข้างและด้านหลังต้องยาวไม่เกินตีนผม โดยมีรูปทรงที่สภาพเรียบร้อย ทั้งนี้ในการควบคุมดูแลทรงผมของนักเรียนให้เป็นไปตามระเบียบให้อยู่ในดุลยพินิจของทางโรงเรียน
  • เสื้อเชิ้ตแขนสั้น ผ้าขาวเกลี้ยงไม่บางเกินไป ไม่มีลวดลายในเนื้อผ้า ผ่าหน้าตลอดมีสาบอยู่ด้านนอกกว้าง ๔ เซนติเมตร ใช้กระดุมสีขาวกลมแบน มีกระเป๋าหน้าอกด้านซ้าย ๑ กระเป๋า กว้าง ๘-๑๒ เซนติเมตร สอดชายเสื้อไว้ในขอบกางเกงให้เรียบร้อย
  • ที่หน้าอกด้านขวาของตัวเสื้อ ให้ปักอักษรย่อทึบ ส.ร. ด้วยด้ายหรือไหมสีกรมท่า ตัวอักษรใช้แบบพิมพ์ธรรมดาของโรงเรียนใต้ ส.ร. ปักทึบ ชื่อ-สกุล มีขนาดอักษร ๑-๑.๕ เซนติเมตร และใต้ ชื่อ-สกุล ให้ปักจุด เครื่องหมายคณะสี ตามระดับชั้นที่กำลังเรียนอยู่
  • เข็มขัดให้ใช้เข็มขัดสีดำแบบนักเรียนมองเห็นหัวเข็มขัดชัดเจนเมื่อสอดชายเสื้อไว้ในกางเกง
  • กางเกงขาสั้น ยาวเหนือเข่า วัดจากกลางลูกสะบ้า ประมาณ ๕ เซนติเมตร เมื่อยืนตรง ผ้าสีกรมท่าไม่มีลวดลาย ห้ามใช้ผ้ายีนส์ และผ้าเวสปอยด์ ส่วนกว้างของขากางเกง เมื่อยืนตรง ห่างจากขาตั้งแต่ ๘-๑๒ เซนติเมตร ตามขนาดของขานักเรียน ปลายขาพับชายเข้าข้างในกว้างประมาณ ๕ เซนติเมตร มีจีบด้านหน้าข้างละ ๒ จีบ ไม่มีกระเป๋าหลัง ที่สะเอวต้องไม่หลวม เมื่อคลายเข็มขัดออก
  • ใช้ถุงเท้าสีขาวเรียบไม่มีลวดลาย ไม่พับ ข้อยาวเพียงครึ่งน่อง ห้ามใช้ถุงเท้าลูกเสือกับเครื่องแบบนักเรียน
  • รองเท้าหุ้มส้นสีดำผูกเชือกจะเป็นหนังหรือผ้าใบก็ได้ แต่ห้ามสวมรองเท้าส้นสูง หรือมีลวดลาย รองเท้าผ้าใบต้องไม่ใช่ชนิดขอบขาว เชือกที่ผูกรองเท้าต้องเป็นสีเดียวกับรองเท้า
  • หากจำเป็นต้องใช้แว่นสายตาให้ใช้สีสุภาพ
  • สายนาฬิกาเป็นโลหะหรือหนังสีสุภาพ ไม่มีลวดลาย
  • ห้ามใส่เครื่องประดับ และนำของมีค่ามาโรงเรียน หากเกิดการสูญหายทางโรงเรียนจะไม่รับผิดชอบ
  • ห้ามใส่ต่างหู และเครื่องประดับทุกชนิด
  • นักเรียนต้องแต่งชุดพละให้ถูกต้องตามระเบียบ (ใช้รองเท้านักเรียนสีดำ)
  • ห้ามติดสติกเกอร์ และเขียนข้อความอื่นๆลงบนกระเป๋า



วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ค่าคงที่ (constant)

ค่าคงที่ (constant)
          
      ตัวคงที่ (constant)
                ตัวคงที่มีลักษณะคล้ายตัวแปร แตกต่างจากตัวแปรตรงที่ ค่าที่เก็บในตัวคงที่จะคงเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งจบโปรแกรม แต่ค่าที่เก็บในตัวแปรสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
การประกาศตัวคงที่
                การประกาศตัวคงที่ทำได้ 2 วิธี ดังนี้
1. ใช้คำหลัก const   ตามรูปแบบดังนี้
                              const   ชนิดข้อมูล  ชื่อตัวแปร = ค่าคงที่เก็บในตัวแปร;
ตัวอย่าง  การประกาศตัวคงที่โดยใช้คำหลัก  const
         const   int  count = 100;             //กำหนดให้ count  เป็นตัวคงที่ชนิด  int  และเก็บค่า 100
         const   float  vat = 0.07;             //กำหนดให้  vat  เป็นตัวคงที่ชนิด  float  และเก็บค่า  0.07
          const   float  pi = 3.14159;       //กำหนดให้  pi  เป็นตัวคงที่ชนิด  float  และเก็บค่า  3.14159
 2. ใช้ตัวประมวลผลก่อน ตามรูปแบบดังนี้
                                #define   ชื่อตัวคงที่   ค่าคงที่
                ตัวอย่าง  การประกาศตัวคงที่ โดยใช้ข้อความสั่งประมวลผลก่อน
           #define   COUNT   100          //กำหนดให้   COUNT เป็นตัวคงที่ชนิด   int   และเก็บค่า   100
           #define   VAT   0.07              //กำหนดให้   VAT   เป็นตัวคงที่ชนิด   float   และเก็บค่า   0.07
          #define   PI   3.14159            //กำหนดให้   PI    เป็นตัวคงที่ชนิด   float   และเก็บค่า   3.14159

การเขียนโปรแกรมแบบวนซ้ำ (Loop)

การเขียนโปรแกรมแบบวนซ้ำ (Loop)

          การเขียนโปรแกรมแบบวนซ้ำ (Repetition & Loop) กระบวนการหนึ่งที่สำคัญในการออกแบบอัลกอริทึม ก็คือความสามารถในการวนลูปของการทำงานของกลุ่มคำสั่งตามที่นักพัฒนาต้องการ ดังนั้นสำหรับตอนนี้ ก็จะนำเสนอการพัฒนาโปรแกรมเพื่อให้บางส่วนของคำสั่งสามารถมีการวนซ้ำได้หลายครั้ง สำหรับคำสั่งที่สามารถใช้ในการเขียนโปรแกรมแบบวนซ้ำในภาษา C ได้แก่ While, Do-while และ For
          โครงสร้างการเขียนนโปรแกรมแบบวนซ้ำโดยยใช้คำสั่ง while ( condition ) // เมื่อ เงื่อนไข (condition) เป็นจริง ก็จะทำการวนซ้ำ ใน statement ถัดไป statement
          โครงสร้างการเขียนโปรแกรมแบบวนซ้ำโดยใช้คำสั่ง For คำสัง for สามารถเขียนให้อยู่ในรูปแบบได้ดังนี้ for ( เริ่มต้น ; เงื่อนไข ; เปลี่ยนแปลง ) statement; เมื่อเริ่มต้น เป็นการกำหนดค่าตัวแปรเริ่มต้นที่ต้องการ ส่วนเงื่อนไขหากค่าลอจิกมีค่าเป็นจริง ก็จะทำตามในโครงสร้างของการวนซ้ำคือ run คำสั่ง statement แต่ถ้าเป็นเท็จก็จะออกจากโครงสร้างการวนซ้ำ ส่วนเปลี่ยนแปลง จะทำการปรับค่าของตัวแปรที่ต้องการ

          โครงสร้างการเขียนโปรแกรมแบบวนซ้ำโดยใช้คำสั่ง do-while รูปแบบของการเขียน code สำหรับโปรแกรมแบบวนซ้ำที่ใช้ do-while สามารถเขียนให้อยู่ในรูปทั่วไปได้ดังนี้ do statement while ( เงื่อนไข )

รูปแบบการใช้คำสั่งควบคุมทิศทาง

   รูปแบบการใช้คำสั่งควบคุมทิศทาง
           คำสั่งควบคุมทิศทางการทำงานของโปรแกรม จะใช้ในกรณีที่เราพบโจทย์ปัญหาในลักษณะที่มีทางเลือก หรือมีเงื่อนไขในการเลือกทำงาน เช่น ถ้าสถานการณ์เป็น A ให้ทำงานอย่างหนึ่ง ส่วนถ้าสถานการณ์เป็น B ก็ให้ทำงานอีกอย่างหนึ่งแทน
            ในภาษา C คำสั่งที่ใช้สำหรับควบคุมทิศทางการทำงานของโปรแกรม สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ คำสั่ง if, คำสั่ง if-else, คำสั่ง switch…case ซึ่งแต่ละประเภทมีรูปแบบการเรียกใช้คำสั่งดังนี้
คำสั่ง if
         คำสั่ง if จะใช้ในกรณีที่มีทางเลือกให้ทำงานอยู่เพียงทางเลือกเดียว โดยถ้าตรวจสอบเงื่อนไขแล้วเป็นจริง จึงทำงานตามคำสั่ง
รูปแบบการใช้คำสั่ง if กรณีคำสั่งที่ต้องทำงาน 1 คำสั่ง
   if (condition)
      statement_1
รูปแบบการใช้คำสั่ง if กรณีคำสั่งที่ต้องทำงานมากกว่า 1 คำสั่ง
if (condition)
{
       statement_1;
       statement_2;
       statement_3;
       statement_n;
}
คำสั่ง if-else
         คำสั่ง if-else จะใช้ในกรณีที่มีทางเลือกให้ทำงาน2 ทางเลือกขึ้นไป โดยการทำงานของคำสั่ง if-else จะเริ่มจากการตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าผลออกมาจริงจะทำงานตามคำสั่งที่อยู่หลัง if แต่ถ้าการตรวจสอบเงื่อนไขผลออกมาเป็นเท็จ ให้ทำงานตามคำสั่งที่อยู่หลัง else
if (condition) 
    statement_1;
else
    statement_2; 
คำสั่ง if-else เชิงซ้อน
        คำสั่ง if-else เชิงซ้อน จะใช้ในกรณีที่มีทางเลือกให้ทำงานแบบหลากหลายทางเลือก
if (condition_1) 
    statement_1;
else  if  (condition_2)
    statement_2;
else if  (condition_n-1)
    statement_n-1;
else
    statement_n;
คำสั่ง  switch…case
       คำสั่ง switch…case จะใช้ในกรณีที่มีทางเลือกให้ทำงานหลายทาง โดยใช้การตรวจสอบเงื่อนไขร่วมกันเพียงครั้งเดียว ผลการตรวจสอบเงื่อนไขจะถูกนำไปพิจารณาเพื่อเลือกว่าจะทำงานตามทางเลือกใด 
switch (variable)
{
     case constant_1  : statement;
      break;                      
      case constant_2  : statement;
      break;                      
      case constant_n  : statement;
      break;                      
      default :statement;

}